บทที่ 4 สะใภ้คนโปรด

ตอนที่ 4 สะใภ้คนโปรด

“คุณแม่ทำอะไรครับ” ภารัญเดินออกมาจากห้องน้ำทั้งที่ตัวยังเปียกดึงโทรศัพท์มือถือไปจากมือแม่

“ทำอะไร ก็จะเอาโทรศัพท์มาให้ แม่ลิตาเขาโทรมา แล้วนี่เข้าไปทำอะไรกัน ทำไมถึงได้เปียกไปหมดอย่างนั้น”

“คุณภารัญแกล้งหนูค่ะ เขาเอาน้ำมาฉีดใส่หนู คุณป้าดูสิคะเปียกหมดเลย” หน้ากลมชะโงกพ้นแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ออกมาฟ้องทันที

“น้อย ๆ หน่อย ฉันไปแกล้งอะไรเธอ บ้าชะมัดเลย” ภารัญยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรกลับไปหาแฟนสาว หน้างอเดินออกไปจากห้องทิ้งให้หญิงสาวต่างวัยทั้งสองอยู่กันตามลำพัง

“คุณป้าคะ หนูว่าคุณป้าลองทบทวนเรื่องการแต่งงานของหนูกับคุณภารัญใหม่อีกสักรอบ สองรอบดีไหมคะ สภาพแบบนี้แต่งกันไปมีหวังตีกันตายค่ะ” มนตกานต์ก้มลงมองสภาพเนื้อตัวอันเปียกโชกเพราะถูกคนขี้โมโหฉีดน้ำใส่เนื่องจากเธอออกปากไล่เขาเมื่อครู่

“ไม่ตายหรอกลูก โบราณเขาว่าไว้ ผัวเมียทะเลาะกันบ่อย ๆ ลูกจะดก”

“หื้อออ”

ภารัญใช้เวลามากเกือบหนึ่งชั่วโมงในการโทรไปอธิบายเล่าเรื่องราวทั้งหลายให้กับลิตาฟัง กว่าอีกฝ่ายจะหายโกรธ โดยเขาสัญญาว่าจะไถ่โทษด้วยการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นใหม่ที่กำลังจะออกมาให้

“ภารัญพรุ่งนี้ว่างใช่หรือเปล่า” คุณหญิงเพียงเพ็ญเอ่ยถามขึ้นกลางโต๊ะทานอาหารมื้อค่ำ

“คุณแม่มีอะไรครับ”

“แม่จะให้พาหนูกานต์ไปลองชุดแต่งงาน แล้วก็แม่นัดช่างภาพกับทางสตูดิโอถ่ายพรีเว็ดดิ้งเอาไว้ให้ ไปถ่ายซะให้เรียบร้อยทางสตูดิโอเขาจะได้ทำวิดีโอเอาไว้เปิดในงาน กับพวกทีมออแกไนซ์ จัดดอกไม้เขาอยากได้ภาพตัวอย่างจะได้วางแผนจัดซุ้ม จัดอะไรให้มันเข้าธีมกัน”

“คุณแม่ ผมขอร้องนะครับ คุณแม่บังคับเรื่องอื่นกับผมเถอะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย ผมไม่อยากแต่งงาน”

“หนูกานต์คืนนี้นอนเร็ว ๆ นะลูกพรุ่งนี้จะได้หน้าตาสดใส”

“เออ...” นิ้วชี้กลับไปยังลูกชายเพียงคนเดียวที่ยังนั่งหน้ายับพับหน้าผากค้านอยู่ฝั่งตรงข้าม

“คุณแม่ครับ”

“แม่รู้ว่าแกไม่อยากแต่งงาน แต่เชื่อแม่เถอะนะตารัญว่า เมื่อแกแต่งงานกันหนูกานต์ไปแล้ว แกจะไม่อยากหย่าทีเดียว”

“ภารัญคะ ลิตาเอารถมาคืนค่ะ” ลิตาเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาสวมกอดคล้องรอบต้นคอของแฟนหนุ่ม จากนั้นฝังจมูกฝากรอยลิปสติกจาก ๆ ลงไปยังข้างแก้ม

“ขอโทษเรื่องเมื่อคืนด้วยนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ แต่ว่าเที่ยงนี้คุณต้องพาลิตาไปทานข้าวเป็นการชดเชยความผิดนะคะ”

“ได้สิ แต่ช่วงบ่ายผมต้องรีบกลับนะ”

“ทำไม มีงานด่วนอย่างนั้นหรือคะ” เสียงหวานเริ่มสะบัดสูงช่วงท้ายประโยค บ่งบอกว่าอารมณ์ของลิตากำลังขุ่นมัว

“คือ...ผมต้องไป เอ่อ ถ่ายรูป”

“ถ่ายรูป คุณคงไม่ได้หมายถึงพรีเว็ดดิ้งใช่มั้ยคะ แม่คุณนี่ก็แปลกนะคะ รู้ว่าคุณมีแฟนอยู่แล้วก็ยังบังคับให้ไปแต่งงาน ส่วนยัยเด็กนั่นก็คงอยากเป็นหนูตกถังข้าวสาร คิดจะจับผู้ชายรวย ถึงได้ไม่ยอมปฏิเสธ คุณเองถ้าไม่เห็นด้วยก็ควรหัวแข็งเข้าไว้ นี่มันหมดสมัยที่พ่อแม่จะมาบังคับลูก ๆ อย่างเราแล้วนะคะภารัญ ยังไงลิตาก็ไม่ยอมหรอกนะ ลิตาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เราสองคนคบหากันมาอย่างเปิดเผย ใครต่อใครเขาจะคิดยังไง ถ้าคุณมาทิ้งลิตาไปแต่งงานแบบนี้”

“น้องครับไม่ทราบว่า เจ้าบ่าวมาหรือยังครับ” ช่างภาพมืออาชีพเดินมาสอบถามว่าที่เจ้าสาวสวมชุดแต่งงานสวยหรู กำลังนั่งเท้าคางมองหน้าจอโทรศัพท์

“ฉันไม่ว่าง คงไปถ่ายรูปกับเธอไม่ได้”

ข้อความจากว่าที่เจ้าบ่าวส่งมาหาอย่างสั้น ๆ ไร้คำอธิบาย หากแต่อยู่ ๆ กลับมีข้อความจากใครบางคนที่มนตกานต์ไม่รู้จักส่งรูปมาให้ เมื่อกดเข้าไปจึงเห็นว่าเป็นภาพคู่หมั้นหนุ่ม โอบแขนกอดแฟนตัวเองเอาไว้แน่น

“เขาไม่มีวันแต่งงานกับเธอหรอก เพราะใจเขามีแค่ฉัน”

“หูยยย ฉากแบบนี้เหมือนในซีรีส์ เป๊ะเลย!” สาวน้อยดีดนิ้วเสียงดังเป๊าะ ก่อนจะยิ้มให้หน้าจอโทรศัพท์ นึกไปถึงซีรีส์จีนเรื่องโปรด

“น้องครับ..”

“เขาไม่มาแล้วค่ะ พี่ถ่ายหนูคนเดียวก็ได้” ยิ้มสดใสสว่างวาบมาจากใบหน้าหวาน

“หา ถ่าย....คนเดียวอย่างนั้นเหรอ”

“ค่ะ ไปค่ะ...พี่ถ่ายสวย ๆ นะหนูจะส่งรูปไปอวดแม่”

สาวน้อยนัยน์ตากลมวิ่งไปกระโดดโพสต์ท่าน่ารัก ให้กับช่างภาพและทีมงาน ไม่มีสีหน้าอาการหม่นหมอง น้อยอก น้อยใจแม้แต่นิดเดียว มันเรื่องอะไรที่เธอจะต้องมานั่งเสียสุขภาพจิตให้กับคนที่เขาไม่คิดจะยอมรับเธอด้วย

ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางมาจากบ้านนอก มนตกานต์เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าเธอจะต้องมาเจอกับอะไร ในเมื่อปฏิเสธการแต่งงานไม่ได้ ก็แค่พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ส่วนบทสรุปตอนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร มนตกานต์เชื่อเหลือเกินว่าคุณหญิงเพียงเพ็ญและแม่ จะเป็นคนตัดสินเอง เมื่อนั้นเธอจะไม่รู้สึกผิดทั้งต่อตัวเองและคนที่เธอรักทั้งสอง ส่วนนายภารัญเขาจะคิดอย่างไรนั้นเธอไม่แคร์สักนิด

“เป็นยังไงลูก หนูกานต์วันนี้ถ่ายภาพเป็นยังไงบ้าง” เพียงเพ็ญเดินเข้ามากอดเอวสาวน้อยนัยน์ตาโต

“สนุกมากเลยค่ะ คุณป้าน่าจะไปด้วย”

“เอาไว้ครั้งหน้าหลังจากแต่งงานแล้ว เดี๋ยวป้านัดสตูดิโอถ่ายภาพครอบครัวดีหรือเปล่า”

“ดีค่ะ หนูยังอยากใส่ชุดสวย ๆ อีกตั้งหลายชุด” มนตกานต์เพ้อไปถึงชุดแต่งงาน และชุดราตรีสวย ๆ มากมายที่ทีมงานนำมาให้เลือกใส่

“แล้วนี่พี่เขาไปไหนแล้วล่ะ ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”

“ไม่ทราบสิคะ เมื่อตอนบ่ายคุณภารัญบอกว่างานยุ่ง หนูก็ไม่ได้เซ้าซี้ถาม”

“เมื่อตอนบ่ายอย่างนั้นเหรอ หมายความว่ายังไง”

“เมื่อตอนบ่าย คุณภารัญส่งข้อความมาหาหนู บอกว่างานยุ่ง ให้หนูถ่ายรูปคนเดียวค่ะ”

“ถ่ายคนเดียว!!!”

“คุณป้าอย่าเพิ่งโมโหค่ะ อันที่จริงคุณภารัญเขาทำแบบนี้คงเพราะไม่อยากแต่งงานจริง ๆ ไหนจะแฟนเขาอีก หนูว่าคุณป้าลองเปลี่ยนเจ้าสาวสิคะ รับรองว่าคุณภารัญคงยิ้มแก้มฉีกแน่ ๆ”

“ลูกสะใภ้ของป้า มีแค่หนูคนเดียวเท่านั้น เอาล่ะในเมื่อวันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปกับตารัญก็ไม่เป็นไร อย่างนั้นมาถ่ายกับป้า” มือนุ่มคล้องเอวบางให้ขยับ ทำลายช่องว่างระยะห่างทั้งหมดให้หายไป

“เครื่องเพชรชุดใหญ่ สำหรับต้อนรับหนูมนตกานต์ ลูกสะใภ้คนโปรด”

แคปชั่นพร้อมภาพถ่ายใบหน้าคู่ของคุณหญิงเพียงเพ็ญเด่นหรา สะดุดตาจนทำเอาคนที่เห็นโพสต์ตาลุกเป็นไฟด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่มูลค่าเกือบห้าสิบล้าน แถมยังแท็กลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ให้รับรู้โดยทั่วกันชนิดที่ไม่ต้องเสียเวลาป่าวประกาศอะไรให้มากความ

“บ้าที่สุด!!” ลิตามองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความเคียดแค้น เห็นอย่างนี้แล้วนั่นหมายความว่า ว่าที่แม่ผัวของเธอคงต้องการประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเวลานี้ตำแหน่งสะใภ้ได้ถูกล็อกเอาไว้แล้วจริง ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป